รถยก-รถลาก คืออะไร?
- รถยก (Tow Truck): ใช้สำหรับยกรถที่ขับไม่ได้ เช่น ล้อหน้าพัง แบตหมด พวงมาลัยล็อก
- รถลาก (Slide Car หรือ Flatbed): มีแผ่นเลื่อนสามารถพารถขึ้นไปทั้งคัน เหมาะกับรถโหลดต่ำ รถเสียหายมาก หรือรถหรู
กรณีที่ควรใช้รถยกหรือรถลาก
✅ รถเสียกลางทาง
- เครื่องดับ สตาร์ทไม่ติด แบตหมด
- หม้อน้ำรั่ว หรือระบบเบรกขัดข้อง
- พวงมาลัยหมุนไม่ได้ หรือล้อไม่หมุน
✅ รถชนหรือเกิดอุบัติเหตุ
- รถได้รับความเสียหายจนไม่สามารถขับต่อได้
- ยางระเบิดพร้อมกันหลายเส้น
- โครงสร้างเบี้ยวหรือช่วงล่างเสีย
✅ รถติดหล่ม หรือตกไหล่ทาง
- รถตกข้างทางหรือลงไหล่ถนน
- ติดหล่มโคลน ลื่นในพื้นที่ลาดชัน
✅ ขนย้ายรถข้ามจังหวัด
- ส่งรถไปขาย โอนย้าย หรือเข้าศูนย์ซ่อมต่างจังหวัด
ใครจ่ายค่าบริการรถยก?
1. ผู้ขับขี่/เจ้าของรถ
- ถ้าคุณไม่มีประกันที่ครอบคลุมค่ารถยก จะต้องออกค่าใช้จ่ายเองทั้งหมด
- ราคาขึ้นกับระยะทาง โดยเฉลี่ย 20–30 บาท/กม. หรือขั้นต่ำ 500–1,500 บาท
2. บริษัทประกันภัย
- ประกันชั้น 1 หรือบางแผนของประกันชั้น 2+ และ 3+ อาจ รวมค่ารถยก/ลากฟรี แล้ว
- ตรวจสอบเงื่อนไขว่าให้บริการฟรีกี่กิโลเมตร และจำกัดครั้งต่อปีหรือไม่
- กรณีเกินจากเงื่อนไข เช่น เกินระยะทาง หรือใช้เกินจำนวนครั้ง ผู้ขับจะต้องจ่ายส่วนต่าง
3. ผู้ก่อเหตุ (ในกรณีมีคู่กรณีชัดเจน)
- ถ้าคู่กรณีเป็นฝ่ายผิดและมีประกัน อาจขอให้ประกันเขารับผิดชอบค่ารถยกให้ได้
ข้อแนะนำก่อนเรียกรถยก
- โทรสอบถามบริษัทประกันก่อนว่าใช้สิทธิ์ฟรีได้หรือไม่
- บันทึกภาพความเสียหาย/จุดเกิดเหตุไว้เป็นหลักฐาน
- ขอใบเสร็จค่าบริการทุกครั้ง และตรวจสอบรายละเอียดก่อนจ่าย
สรุป
การรู้ล่วงหน้าว่าเมื่อไหร่ควรเรียกรถยก หรือรถลาก พร้อมทั้งเข้าใจว่าใครเป็นผู้จ่ายค่าบริการ จะช่วยให้คุณตัดสินใจได้รวดเร็วเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน และไม่ต้องเสียเงินโดยไม่จำเป็น การเตรียมข้อมูลไว้ก่อนเดินทาง เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ทุกการเดินทางปลอดภัยและไร้กังวล





